เบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ Terminator: Dark Fate ด้วยโปรเซสเซอร์ 3rd Gen AMD Ryzen Threadripper

วันนี้ทาง Blur Studio ได้เปิดเผย วิดีโอ เบื้องหลังการตัดต่อหลังการถ่ายทำ (Post-Production) ของภาพยนตร์เรื่อง Terminator: Dark Fate ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการประมวลผลที่เหนือความคาดหมายของโปรเซสเซอร์ 3rd Gen AMD Ryzen Threadripper ที่จะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้

วิดีโอนำเสนอถึงประสิทธิภาพของโปรเซสเซอร์ 3rd Gen AMD Ryzen Threadripper ในการนำมาใช้งานด้านเทคนิคการตัดต่อหลังการถ่ายทำขั้นสูง (Post-Production) เพื่อทำให้ภาพยนตร์ Terminator กลับมามีชีวิตอีกครั้งในปี 2562

นอกจากนี้ เรายังมีวิดีโอจากผู้กำกับภาพยนตร์ และคุณทิม มิลเลอร์ ซีอีโอบริษัท Blur Studio ที่มาพูดถึงการนำเทคโนโลยีของ AMD มาช่วยให้ Blur Studio ใช้เป็นพื้นฐานในการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตภาพยนตร์ และปฎิวัติการสร้างภาพยนตร์ที่ผ่านมาหลายทศวรรษ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเราอย่างมากซึ่งดูได้จากจำนวนภาพยนตร์ที่เราประสบความสำเร็จต่างๆ

สรุปเนื้อหาจากในวิดีโอ: ทีมงาน Blur Studio ได้นำโปรเซสเซอร์ 3rd Gen AMD Ryzen Threadripper เข้ามาใช้ในการตัดต่อวิดีโอภาพยนตรเรื่อง Terminator: Dark Fate พบว่าโปรเซสเซอร์ 3rd Gen AMD Ryzen Threadripper เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก เช่น การประมวลผลที่ในอดีตเคยใช้เวลาถึง 5 นาที แต่ในปัจจุบันที่นำโปรเซสเซอร์ 3rd Gen AMD Ryzen Threadripper เข้ามาใช้สามารถย่นเวลาในการประมวลผลเหลือเพียง 5 วินาทีเท่านั้น ทำให้ทีมงานมีเวลาในการแก้ไข และพัฒนาคุณภาพของภาพยนตร์เพิ่มมากขึ้น

###

About naruethai

Check Also

ลีพโซลูชั่น คว้า ISO/IEC-27701: PIMS รายแรกของประเทศไทย ตอกย้ำความพร้อมของบริการคลาวด์ที่มั่นคงและปลอดภัยตามมาตาฐานสากล

บริษัทลีพ โซลูชั่น เอเชีย จำกัด (ลีพโซลูชั่น) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ชั้นนำของเมืองไทย ภายใต้กลุ่มทีซีซีเทคโนโลยี เดินหน้าพัฒนามาตรฐานการให้บริการฯ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ ISO/IEC-27701 (PIMS: Personal Information Management …

การใช้บริการ NETWORK AS A SERVICE มีแนวโน้มเติบโตอีกถึง 38% ในระยะเวลา 2 ปีถัดจากนี้ จากการที่ธุรกิจปรับตัวรับมือ COVID-19

74% ขององค์กรระบุว่าภัยโรคระบาดนี้ส่งผลกระทบต่อพนักงานในระดับปานกลางถึงระดับสูงเพื่อโต้ตอบกับสถานการณ์ COVID-19 ผู้นำทางด้าน IT 38% ได้วางแผนลงทุนเพิ่มเติมในบริการระบบเครือข่ายแบบ Cloud และอีก 35% ได้วางแผนลงทุนในระบบเครือข่ายแบบ AI จากการมองหาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคล่องตัวและเป็นอัตโนมัติมากขึ้นสำหรับรองรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบผสมผสาน